โปรแกรมคำนวณเพสวิ่ง

คุณต้องการคำนวณหาค่าใด?

กรอกข้อมูลอีกสองช่อง แล้วผลลัพธ์จะแสดงขึ้นทันทีขณะคุณพิมพ์

เวลาที่ใช้
ชั่วโมง
นาที
วินาที
เพส
ชั่วโมง
นาที
วินาที
เพสต่อ
ผลลัพธ์
ประมาณการเวลาแข่งขันในระยะต่างๆ จากข้อมูลของคุณ
ระยะแข่งขัน เวลาที่คาดการณ์ ต่อ กม. / ต่อ ไมล์

โปรแกรมคำนวณเพสวิ่งคืออะไร?

จากตัวเลข 3 ค่า เพียงกรอก 2 ค่าระบบจะคำนวณค่าที่เหลือให้ทันที เพียงเลือกสิ่งที่คุณต้องการหา กรอกข้อมูล 2 ช่องที่เหลือ แล้วผลลัพธ์จะปรากฏทันทีขณะพิมพ์ นอกจากนี้ยังช่วยประเมินเวลาวิ่งระยะ 5K, 10K, ฮาล์ฟมาราธอน และมาราธอนให้อีกด้วย

เพส (Pace) คือส่วนกลับของความเร็ว โดยคิดเป็นนาทีต่อกิโลเมตรแทนที่จะเป็นกิโลเมตรต่อชั่วโมง นักวิ่งนิยมใช้เพสเพราะเป็นตัวเลขที่รับรู้ความรู้สึกในการวิ่งได้จริง และใช้ในการแบ่งช่วงเวลา (Split) ของการแข่งขัน

โปรแกรมนี้คำนวณอะไรได้บ้าง?

การทำนายเวลาแข่งขันแม่นยำแค่ไหน?

ระบบใช้ สูตรของ Riegel: t₂ = t₁ × (d₂ / d₁)^1.06 ซึ่ง Peter Riegel คิดค้นขึ้นในปี 1977 จากการสร้างเส้นโค้งวิเคราะห์ข้อมูลผลการแข่งขันจำนวนมาก

จุดที่น่าสนใจคือตัวเลขยกกำลัง หากใช้ 1.0 การคำนวณจะสมมติว่าคุณวิ่งด้วยเพสเดิมในทุกระยะ ซึ่งนักวิ่งทุกคนรู้อยู่แล้วว่าทำไม่ได้จริง การใช้ 1.06 จะช่วยปรับเวลาให้ช้าลงตามระยะทางที่เพิ่มขึ้น โดยช้าลงประมาณ 4% ทุกครั้งที่ระยะทางเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ซึ่งใกล้เคียงกับสถิติของนักวิ่งจริง

สูตร Riegel ให้ผลแม่นยำเมื่อประเมินระยะทางที่เพิ่มหรือลดขึ้นเป็นเท่าตัว เช่น ใช้เวลา 10K ทำนายเวลาฮาล์ฟมาราธอน แต่การทำนายเวลามาราธอนจากระยะ 5K ถือเป็นการเพิ่มระยะทางถึงสามเท่าตัว ซึ่งสมมติว่าคุณมีความอึดระดับมาราธอนที่อาจยังฝึกมาไม่ถึง จึงควรมองเวลาประเมินมาราธอนเป็นเป้าหมายที่ดีที่สุดหากคุณซ้อมมาอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่แผนการวิ่งจริง

สูตรนี้มีข้อจำกัดตรงไหนบ้าง?

ตารางเปรียบเทียบเพสวิ่ง

ต่อ กม. ต่อ ไมล์ km/h 5K 10K ฮาล์ฟ มาราธอน
3:30 5:38 17.1 17:30 35:00 1:13:51 2:33:41
4:00 6:26 15.0 20:00 40:00 1:24:24 2:55:37
4:30 7:14 13.3 22:30 45:00 1:34:57 3:17:34
5:00 8:03 12.0 25:00 50:00 1:45:29 3:39:31
5:30 8:51 10.9 27:30 55:00 1:56:02 4:01:28
6:00 9:39 10.0 30:00 1:00:00 2:06:35 4:23:25
6:30 10:28 9.2 32:30 1:05:00 2:17:08 4:45:22
7:00 11:16 8.6 35:00 1:10:00 2:27:41 5:07:19

เป้าหมายตัวเลขกลมๆ

นักวิ่งส่วนใหญ่มักตั้งเป้าหมายเวลาจบเป็นตัวเลขกลมๆ มากกว่าเพส นี่คือเพสที่คุณต้องวิ่งเพื่อให้ได้ตามเป้าหมาย:

เป้าหมาย ต่อ กม. ต่อ ไมล์
5K Sub-20 3:59 6:26
5K Sub-25 4:59 8:02
10K Sub-45 4:29 7:14
10K Sub-50 4:59 8:02
ฮาล์ฟ Sub-2:00 5:41 9:09
ฮาล์ฟ Sub-1:45 4:58 8:00
มาราธอน Sub-4:00 5:41 9:09
มาราธอน Sub-3:30 4:58 8:00
มาราธอน Sub-3:00 4:15 6:52

ควรวิ่งด้วยความเร็วคงที่ตลอดระยะทางหรือไม่?

เพสที่คำนวณได้ที่นี่คือเพสเฉลี่ยตลอดระยะทาง ซึ่งในความเป็นจริงแทบไม่มีใครวิ่งด้วยความเร็วเท่ากันเป๊ะตลอดการแข่ง การวิ่งที่ดีส่วนใหญ่มักใช้กลยุทธ์ Negative Split คือวิ่งช่วงครึ่งหลังให้เร็วกว่าครึ่งแรกเล็กน้อย เพราะการออกตัวเร็วเกินไป 10 วินาทีต่อกิโลเมตรจะทำให้เสียพลังงานและเสียเวลาในช่วงท้ายมากกว่า 10 วินาทีต่อกิโลเมตรอย่างมาก ดังนั้น ให้ใช้นี่เป็นเพสเฉลี่ยในการวางแผน แล้วเริ่มวิ่งช่วงแรกให้ช้ากว่าเพสนี้สัก 2-3 วินาที

การวัดเพสจริงขณะวิ่ง

หากต้องการดูเพสขณะวิ่งจริงแทนที่จะมาคำนวณย้อนหลัง ลองใช้ วัดความเร็วการวิ่ง ซึ่งจะแสดงเพสแบบเรียลไทม์ บันทึกระยะเวลาแต่ละกิโลเมตร (Split) และเก็บบันทึกสถิติที่ดีที่สุดของคุณไว้

คำถามที่พบบ่อย

คำนวณเพสวิ่งอย่างไร?

นำเวลาเข้าเส้นชัยหารด้วยระยะทาง เช่น วิ่ง 10 กิโลเมตร ใช้เวลา 50 นาที จะได้เพส 5:00 ต่อกิโลเมตร เครื่องมือในหน้านี้จะคำนวณให้อัตโนมัติทันทีที่คุณพิมพ์ รองรับทั้งหน่วยกิโลเมตรและไมล์

วิ่งมาราธอน Sub-4 (ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง) ต้องใช้เพสเท่าไร?

ต้องใช้เพส 5:41 ต่อกิโลเมตร หรือ 9:09 ต่อไมล์ ตลอดระยะทาง 42.195 กิโลเมตร โดยส่วนใหญ่มักตั้งเป้าวิ่งให้เร็วกว่านี้เล็กน้อยเพื่อเผื่อเวลาสำรองไว้

การทำนายเวลาแข่งขันแม่นยำแค่ไหน?

แม่นยำดีเมื่อนำไปประเมินระยะทางที่เพิ่มขึ้นไม่เกินเท่าตัว เช่น ใช้เวลา 10K ทำนายเวลาฮาล์ฟมาราธอน แต่การทำนายเวลามาราธอนจากระยะ 5K จะสมมติว่ามีความอึดที่ระยะสั้นวัดไม่ได้ จึงควรมองว่าเป็นกรณีที่ดีที่สุดเท่านั้น

สูตรของ Riegel (Riegel's formula) คืออะไร?

สูตรคือ t₂ = t₁ × (d₂ / d₁)^1.06 โดยค่า 1.06 หมายถึงความเร็วของคุณจะช้าลงประมาณ 4% ทุกครั้งที่ระยะทางเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ซึ่งสอดคล้องกับผลการแข่งขันจริงของนักวิ่ง

ควรวิ่งด้วยความเร็วคงที่ตลอดการแข่งหรือไม่?

ควรตั้งเป้าวิ่งด้วยความเร็วคงที่หรือทำ Negative Split โดยวิ่งครึ่งหลังให้เร็วกว่าครึ่งแรกเล็กน้อย การออกตัวเร็วเกินไปจะทำให้เสียพลังงานในช่วงท้ายอย่างมาก และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การวิ่งล้มเหลว